Moulin Rouge (มูแลงรูจ)
มูแลงรูจ (Moulin Rouge) เป็นโรงละครคาบาเรต์ ตั้งอยู่ในย่านมองมาร์ต (Montmartre) ของกรุงปารีส สร้างขึ้นใน ค.ศ.1988 โดย โจเซฟ โอลเลอร์ (Joseph Oller)ซึ่งเป็นเจ้าของสถาปัตยกรรมหลายแห่ง
ในกรุงปารีส สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะวัยรุ่นไทยที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! ที่แสดงโดยนิโคล คิดแมน จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกซึ่งมีจุดเด่นคือกังหันสีแดงบนหลังคา และมูแลงรูจเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดของ แคน-แคนแดนซ์ (การเต้นประเภทหนึ่งที่ผู้เต้นจะสวมใส่ชุดกระโปรงยาวๆ คลุมส้นสูง ผู้เต้นจะยกกระโปรงขึ้นและเตะขาสูงๆเพื่อยั่วยวนผู้ชม) นอกจากนั้นยังมีการแสดงวาบหวิวอีกมากมาย ซึ่งปัจจุบันสถานที่นี้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจทางด้านมิวสิเคิลแดนซ์ ภายในยังคงมีกลิ่นอายของฝรั่งเศสยุค20
ในปัจจุบัน มูแรงรูจ ได้ลดการแสดงเหลือแค่ "เฟียรรี่" (Feerie) ซึ่งแบ่งเป็น 4 องค์ บรรเลงดนตรี 69 เพลงเพื่อใช้ในการแสดง ไม่ว่าจะเป็นมายากล เต้นรำ กายกรรมโลดโผน หรือโชว์ตลก
พื้นที่นี้เป็นที่สำหรับผู้ที่สนใจ และต้องการจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภาษา และวัฒนธรรมของประเทศฝรั่งเศส
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Moulin Rouge (มูแลงรูจ)
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ
ผลงานของปิกัสโซมีหลากหลายรูปแบบ รวมถึงศิลปะภาพสีพู่กัน (painting), ภาพวาด (drawing), รูปหล่อ รูปปั้น (sculpture), ภาพพิมพ์ (printmaking) และ เครื่องเคลือบดินเผา (ceramics) ปิกัสโซสร้างสรรงานใหม่ๆ ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เขาเคยใช้ส่วนต่างๆ ของวัสดุในงานศิลปะของเขา ครั้งหนึ่งเขาใช้ชิ้นส่วนเก่าของรถจักรยาน ในการทำงานหล่อ ที่ชื่อ Bull's Head
ชีวประวัติของปิกัสโซจะแตกต่างจากจิตรกรชื่อดังหลายๆ คนที่ เมื่อเสียชีวิตจิตรกรเหล่านั้นจะยากจน และไม่เป็นที่รู้จัก ขณะที่ปิกัสโซร่ำรวยและได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นจิตรกรเอกก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1973 (8 เมษายน ค.ศ. 1973) เมื่อเขาอายุได้ 91 ปี
ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค หรือ วินเซนต์ แวน โก๊ะ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876
แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูก ปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนค่นแค้นไปตลอดการเดินทางจากการเดินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ
ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "
เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้นแวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา
ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง 53.9 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น
- ค.ศ.1353 วินเซนต์ แวนก๊อก เกิดเมื่อวันที่30 มีนาคม ประเทศ ฮออลแลนด์
- ค.ศ.1894-68 ศึกษาชั้นต้นในท้องถิ่น
- ค.ศ.1869 เริ่มทำงานในห้องภาพกูปีล์ในกรุงเฮก เมื่ออายุ16ปี
- ค.ศ.1873-76 เริ่มสนใจเรื่องศาสนา หลังจากลาออกจากงานในห้องภาพได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนในแรมสเกท เมืองเล็กๆในอังกฤษ ต่อมาย้ายไปสอนและเทศน์ที่ไอเวิลเวิร์ธ เมืองเล็กๆใกล้กรุงลอนดอน
- ค.ศ1877 สอบเข้าคณะเทววิทยาที่มหาลัยอัมสเตอร์ดัม แต่ได้ละทิ้งการศึกษาและจุดมุ่งหมายด้านนี้เสียในเวลาต่อมา
- ค.ศ.1878-79 เป็นนักเทศน์ผู้จาริกไปในเขตเหมืองแร่เมืองบอริเนจในเบลเยี่ยมอุทิศตนให้กับชาวเหมือ งที่วาสเมอใกล้เมืองมอนส์ โดยพยายามแก้ไขปัญหาความยากแค้นอย่างเต็มทีแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ถึงแม้จะมีศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่เขารู้สึกเหมือนถูกเรียกร้องให้เป็นศิลปินมากกว่า
- ค.ศ.1880-85 ปี1880-81 ได้ไปศึกษากับจิตกรหลายคนในกรุงบรัสเซลส์ ศึกษาในกรุงเฮกในปี1881-83และที่เมืองแอนทะเวิร์ป ระหว่าง ค.ศ.1885-86 พร้อมกับศึกษาและเขียนภาพชีวิตชนบทของชาวเหมืองและชาวไร่ชาวนา ภาพคนกินมันฝรั่งเป็นผลงานที่แสดงอิทธิพลการเขียนแบบเก่าของดัตช์
- ค.ศ.1886-87 ย้ายไปอยู่กับธีโอน้องชายที่ปารีส ธีโอทำงานอยู่ในห้องภาพที่นั่น ดังนั้นจึงเป็นผู้กว้างขวางและรู้จักศิลปินในแวดวงหลายคน แวนก๊อกรู้จักกับศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์และสนใจศึกษาเทคนิคภาพเขียนของแปร์ตองก ีเป็นแนวทางเขียนภาพของเขา สีที่สดขึ้น การป้ายสีเป็นไปอย่างอิสระและเส้นสายเป็นลูกคลื่นที่ได้แบบอย่างจากภาพเขียนของญีปุ่ นในช่วงชีวิตนี้ธีโอคือผู้ช่วยเหลือสำคัญทั้งด้านการเงินและทางอารมณ์ของแวนก๊อก ซึ่งถูกกดดันเนื่องจากผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ
- ค.ศ.1888 ป่วยเป็นโรคจิตและทะเลาะกับโกแกงจนถึงกับตัดหูข้างซ้ายของตน ต่อมาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองอาร์เลส แชร์ทเรอมีและอูฟร์
- ค.ศ.1889-90 ย้ายไปอยู่ที่อาร์เลสเมืองชนบทในฝรั่ง เป็นระยะที่มีการพัฒนาทางศิลปะอย่างสมบูรณ์ แต่ละภาพเต็มไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรงของตัวจิตรกรที่รู้สึกต่อสิ่งแวดล้อม การปรากฎของสิ่งต่างๆประจำวัน ถูกแปรเป็นแผ่นสีที่สดใสและเส้นสายที่สั่นสะเทือนเป็นลูกคลื่น อันเป็นสัญลักษณ์ของพลังสากลที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกไว้ ผลงานชิ้นเยี่ยมในข่วงนี้คือ ต้นไซเปรสกับหมู่บ้าน บ้านนาหลังใหญ่และดอกทานตะวัน
- วินเซนต์ แวน โก๊ะ จบชีวิตด้วยการยิงตัวตายในวัย37ปี
เลโอนาร์โด ดา วินชี
โมนาลิซ่า(Mona Lisa) หรือ ลา โฌกงด์ (La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง ค.ศ. 1503 ถึงปี 1507 เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์(Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
วันสงบศึก
วันสงบศึก Page issues
(หรือ ) ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน และเฉลิมฉลองการสงบศึกที่ลงนามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมนีที่คองเปียญประเทศฝรั่งเศส ในการยุติความเป็นปรปักษ์บนแนวรบด้านตะวันตก ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อ "ชั่วโมงที่สิบเอ็ด ของวันที่สิบเอ็ด ของเดือนที่สิบเอ็ด" ของ ค.ศ. 1918 ขณะที่วันที่อย่างเป็นทางการนี้เป็นการยุติสงครามอันสะท้อนการหยุดยิงบนแนวรบด้านตะวันตก ความเป็นปรปักษ์ยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดดินแดนอดีตจักรวรรดิรัสเซีย และบางส่วนของอดีตจักรวรรดิออตโตมัน
วันดังกล่าวถูกประกาศเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อระลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตระหว่างสงคราม ยกเว้นในอิตาลี ซึ่งมีการจัดการระลึกถึงสงครามตรงกับวันที่ 4 พฤศจิกายน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อของวันหยุดดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็น "วันทหารผ่านศึก" ในสหรัฐอเมริกาและ "วันที่ระลึก" ในประเทศเครือจักรภพแห่งชาติอังกฤษ วันสงบศึกยังเป็นวันหยุดราชการในฝรั่งเศสและเบลเยียมจนถึงปัจจุบัน
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
C'est moi
Bonjour. Je m'appelle Sunun. J'ai seize ans. Je suis petite et sympathique. J'ai les cheveux noirs et les yeux noirs. Je porte un t-shirt bleu ,un pantalon marron, des lunettes et une montre.
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
เยือนเมืองน้ำหอม เที่ยวฝรั่งเศส 4 เมืองดัง ปารีส-นีซ-กอลมาร์-กราสส์
ฝรั่งเศส เดสติเนชั่นยอดนิยมตลอดกาลของนักท่องเที่ยวชาวไทย เมืองแห่งศิลปะและแฟชั่นชั้นนำ เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่เมืองหนึ่งของยุโรป เมืองแห่งขนมอบและขนมหวานแสนอร่อย เมืองแห่งไวน์ชั้นดี และอีกหลายสรรพคุณของดินแดนแห่งนี้ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกตลอดมา
ไปเที่ยวช่วงไหนดี ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเยือน คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน เพราะจะได้ชมสีสันธรรมชาติสวยงามและอากาศกำลังสบายไม่หนาวเหน็บ แต่ทั้งนี้ในช่วงฤดูหนาวก็เป็นช่วงเวลาแห่งเทศกาลงานดนตรีและศิลปะต่างๆ แถมยังได้มาสัมผัสอากาศเย็นๆ แถบยุโรป ได้จัดเต็มใส่โอเวอร์โค้ต รองเท้าบูทสูง เดินกอดกันท่ามกลางหิมะโปรยปราย โรแมนติกไปอีกแบบ


